กาแฟที่ปลูกอย่างมีความรับผิดชอบ

เราใช้วิธีแบบองค์รวมในการรับซื้อกาแฟ โดยเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติในการรับซื้ออย่างมีความรับผิดชอบ การให้เงินกู้ยืมแก่ชาวไร่กาแฟ และโครงการอนุรักษ์ป่าไม้

การซื้อกาแฟด้วยวิธีนี้จะช่วยสร้างอนาคตที่ดีขึ้นให้กับชาวไร่กาแฟและรักษาสภาพภูมิอากาศของโลกให้มั่นคงยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้มีการรับซื้อกาแฟคุณภาพสูงในระยะยาว ซึ่งเราได้นำกาแฟเหล่านั้นมาผสม คั่วอบ และบรรจุสดใหม่มาเป็นเวลากว่าสี่สิบปี

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา องค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติ ได้ช่วยพัฒนาแนวปฏิบัติในการรับซื้อโดยยึดหลักการรับซื้อกาแฟอย่างมีจริยธรรมของเรา แนวปฏิบัติที่เรียกว่า Coffee and Farmer Equity (C.A.F.E.) Practices ซึ่งช่วยให้ชาวไร่กาแฟของเราสามารถเพาะปลูกกาแฟได้ดียิ่งขึ้น ทั้งต่อตนเองและต่อโลก C.A.F.E. Practices ประกอบด้วยหัวข้อต่างๆ ที่สามารถใช้ชี้วัดมาตรฐาน 4 ประการ ดังนี้

คุณภาพของผลิตภัณฑ์ (ข้อกำหนด):
กาแฟที่ผลิตทั้งหมดต้องตรงตามมาตรฐานคุณภาพสูงของสตาร์บัคส์

ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ทางเศรษฐกิจ (ข้อกำหนด): 
การปฏิบัติงานต้องมีความโปร่งใส ซัพพลายเออร์ต้องส่งหลักฐานการชำระเงินในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตและจัดส่งกาแฟ เพื่อแสดงว่าเงินที่สตาร์บัคส์ได้จ่ายเพื่อซื้อกาแฟสด (ที่ยังไม่ได้คั่ว) นั้นถึงมือชาวไร่เป็นจำนวนเท่าใด

ความรับผิดชอบต่อสังคม (ประเมินโดยผู้ตรวจสอบภายนอก):
มีการใช้มาตรการต่างๆ ที่ได้รับการประเมินโดยผู้ตรวจสอบจากภายนอก เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสภาพการทำงานนั้นปลอดภัยและเป็นธรรม รวมถึงมีการปกป้องสิทธิของคนงานและจัดหาที่อยู่อาศัยที่มีสภาพเหมาะสม นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดแบบบังคับให้ปฏิบัติตามกฎหมายด้านค่าจ้างขั้นต่ำ แรงงานเด็ก และการบังคับใช้แรงงาน

ความเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม (ประเมินโดยผู้ตรวจสอบภายนอก): 
มีการใช้มาตรการในการจัดการของเสีย การรักษาคุณภาพน้ำ การรักษาทรัพยากรน้ำและพลังงาน การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการลดการใช้สารเคมีในการเกษตร

เป้าหมายของเรา

กาแฟของเราตั้งเป้าหมายให้ผ่านการรับรองและตรวจสอบจากบุคคลภายนอกได้ 100%

สิ่งที่เราทำอยู่

สตาร์บัคส์รับซื้อกาแฟกว่า 428 ล้านปอนด์ในปี 2011 ซึ่งกว่า 86% หรือ 367 ล้านปอนด์นั้นมาจากซัพพลาย
เออร์ที่ผ่านการรับรอง C.A.F.E. Practices ราคาต่อปอนด์โดยเฉลี่ยของกาแฟสดพรีเมียม (ที่ยังไม่ได้คั่ว) ที่เราจ่ายไปในปี 2011 อยู่ที่ 2.38 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปอนด์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2010 ซึ่งมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 1.56 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปอนด์ ทั้งนี้ ด้วยความร่วมมือจากองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติ (CI) เราได้ดำเนินการวิเคราะห์ผลลัพธ์จาก C.A.F.E. Practices ของเรา เพื่อให้มั่นใจว่าชาวไร่กาแฟได้รับการส่งเสริมตามเป้าหมายของโครงการ และเพื่อให้เราสามารถพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตรงตามความต้องการของชาวไร่กาแฟ

ผลการวิเคราะห์ของ CI เกี่ยวกับการทำงานของชาวไร่กาแฟที่เข้าร่วมโครงการ C.A.F.E. Practices แสดงให้เห็นว่า เมื่อเวลาผ่านไปชาวไร่กาแฟยังคงสามารถส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียนได้และพื้นที่ป่าในละแวกนั้นได้รับการอนุรักษ์ไว้ ในขณะที่ซัพพลายเออร์สามารถปฏิบัติงานได้ดีขึ้นพร้อมกับปรับปรุงข้อปฏิบัติต่างๆ โครงการนี้ครอบคลุมกว่า 20 ประเทศ เอื้อประโยชน์แก่คนงานกว่า 1 ล้านคนทุกปี และส่งเสริมแนวปฏิบัติอย่างมีความรับผิดชอบบนพื้นที่กว่า 102,000 เฮกเตอร์ในทุกๆ ปี

Fair Trade เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

โครงการกาแฟ Fairtrade ส่งเสริมกลุ่มชาวไร่กาแฟขนาดเล็กที่รวมตัวกันเป็นสหกรณ์ดำเนินงานตามแบบประชาธิปไตย เพื่อลงทุนในไร่และชุมชนของตนเอง ปกป้องสิ่งแวดล้อม และพัฒนาทักษะการดำเนินธุรกิจที่จำเป็นต่อการแข่งขันในตลาดโลก

สตาร์บัคส์ได้เริ่มจัดซื้อกาแฟ Fairtrade ตั้งแต่ปี 2000 นับแต่นั้นเป็นต้นมา เราได้จ่ายค่าพรีเมียมในโครงการ Fairtrade ไปกว่า 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (บวกเพิ่มไปกับราคาจำหน่ายของกาแฟสดก่อนคั่ว) ซึ่งจะถูกนำไปใช้โดยองค์กรของผู้ผลิตเพื่อการลงทุนด้านสังคมและเศรษฐกิจในระดับชุมชนและองค์กร นอกจากนี้ ยังมีการจ่ายเงินไปกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในการริเริ่มจัดทำใบอนุญาต Fairtrade เพื่อสนับสนุนระบบการรับรองระดับนานาชาติ (FLO-Cert) บริการต่างๆ แก่ผู้ผลิต และการสร้างการตระหนักถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นจาก Fairtrade

กาแฟออร์แกนิกผ่านการรับรอง เพื่อโลกที่ดีกว่า

กาแฟออร์แกนิกได้รับการเพาะปลูกด้วยวิธีและวัสดุที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด แนวปฏิบัติในการเพาะปลูกแบบออร์แกนิกช่วยฟื้นคืนสภาพและรักษาคุณภาพของดิน ลดการใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยที่เป็นพิษตกค้าง อีกทั้งยังเป็นการทำการเกษตรที่รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ

ในปีงบประมาณ 2011 สตาร์บัคส์ได้ซื้อกาแฟออร์แกนิกที่ผ่านการรับรองกว่า 10 ล้านปอนด์ ตัวอย่างเมนูออร์แกนิกที่เราเสิร์ฟ ได้แก่ กาแฟผสม Organic Yukon รวมถึงกาแฟนานาชาติและกาแฟ Starbucks Reserve ต่างๆ